กำจัดปลวกฤดูไหน ดีที่สุด ?

กำจัดปลวกฤดูไหน ดีที่สุด ?

เฉลย ฤดูหนาว ช่วงเวลาดีๆ สำหรับการกำจัดปลวก หาบริษัทกำจัดปลวก ช่วงนี้ดีที่สุด
       ปัญหาอย่างหนึ่งที่เรามักพบว่ามันมาในช่วงฤดูฝนก็คือ “ปลวก” แมลงกัดกินเนื้อไม้ สามารถทำลายบ้านได้เป็นหลังๆ ทั้งๆ ที่ตัวมันนิดเดียว บ้านที่ทำด้วยไม้ หนังสือ หรือ อื่นๆ ที่มันกินได้มีโอกาสเสียหายเหลือแต่ซากได้ในเวลาไม่นาน... ดังนั้นเมื่อเจอปลวกเราก็ต้องรีบกำจัด และช่วงเวลาที่เหมาะสมในการกำจัดปลวกมากที่สุดก็คือ... ฤดูหนาว !!! ช่วงเวลานี้แหละที่เราควรวางแผนกำจัดปลวก ไม่ว่าจะทำด้วยตัวเอง หรือ หาบริษัทกำจัดปลวกให้มาจัดการให้ ช่วงนี้เป็นเวลาที่เหมาะที่สุดของปี
       เหตุผลที่ช่วงฤดูหนาวเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการกำจัดปลวก เพราะ เนื่องจาก มันเป็นช่วงที่มีสภาพอากาศเอื้อต่อการขยายพันธุ์ของปลวกมากที่สุด ไม่มีน้ำเข้าไปท่วมรังมันเหมือนตอนฤดูฝน อากาศเย็น อึมครึม แสงแดด มีความรุนแรงน้อยกว่าช่วงฤดูร้อน ดังนั้นช่วงนี้พวกมันจึงกระจุกรวมตัวกันอยู่ตามแหล่งที่มีอาหาร และสร้างรังก่อตัวให้เราเห็นได้อย่างเด่นชัด ปลวกนั้นในความเป็นจริงไม่ได้กำจัดยากอย่างที่คิด ! สาเหตุที่ดูเหมือนกำจัดเท่าไหร่ก็ไม่หมดเพราะเราหามันไม่เจอ ! เมื่อมันเผยตัวในช่วงฤดูหนาว มันจึงเป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะหาทางกำจัด

Q&A : ปัญหาปลวก



Q: ฝ้ายิปซั่มปลวกขึ้นมากจะแก้ไขอย่างไร
A: ปลวกยังคงกินกระดาษ ที่ปิดทับทั่วยิปซั่ม ต้องเปิด ฝ้าเพดานออกมา ให้บริษัทกำจัดปลวกมาตรวจดู แล้วใช้น้ำยากำจัดทันทีเพื่อให้ปลวกที่กำลังกัดกินกระดาษตาย อย่างไรก็ตาม ปลวกที่ฝ้าเพดานเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น ควรตรวจดูบริเวณบ้านทุกจุด เช่น ห้องใต้บันได ห้องที่มีหนังสือ ฝ้าเพดานส่วนอื่นๆ เพื่อป้องกันปลวกในอนาคตด้วย

Q: ปลวกขึ้นที่ฝ้าชายคาไม้ ขอคำแนะนำแก้ไข
A: ต้องกำจัดปลวกที่ฝ้าชายคาก่อนเป็นอันดับแรก และต้องสำรวจดูให้ทั่วอาคาร เพราะปลวกเดินทางมาจากใต้ดิน เมื่อขึ้นไปกินไม้ที่ชายคาได้ส่วนอื่นๆ ก็ต้องตรวจสอบ เช่น วงกบไม้ ฝ้าเพดานของทุกชั้น ตู้เสื้อผ้า ตู้หนังสือ ต้องตรวจว่าปลวกขึ้นไปทางไหน ควรเรืยกใช้บริการของบริษัทกำจัดปลวกเพราะจะมีเครื่องมือ อุปกรณ์ที่ดีกว่า มีทักษะความชำนาญดีกว่า เพื่อหาทางแก้ไข ปัญหาปลวกอย่างถาวร

Q: บ้านไม้สักทั้งหลังจะต้องกำจัดปลวกหรือไม่
A: ยังต้องกำจัดปลวกอยู่ ไม้สักโดยทั่วไปปลวกยังกินอยู่ยกเว้นไม้สักทองที่มีนํ้ามันที่ปลวกไม่ชอบ จึงไม่ค่อยพบปัญหาเรื่องปลวก ขณะเดียวกันส่วนอื่นๆ ของบ้าน หรือเครื่องใช้ใน บ้านเช่น กระดาษ เสื้อผ้าบางชนิด โครงตู้เสื้อผ้า หรือส่วนที่เป็นไม้ อื่นๆ ปลวกก็ยังกินอยู่ จึงต้องทำการกำจัดปลวกตามปกติ

TIPS: พื้นบ้านเป็นหินแกรนิตทั้งหมด วงกบเป็นอะลูมิเนียม ต้องกำจัดปลวกตามปกติ เพราะเมื่อเราเข้าไปอยู่อาศัยภายในบ้านจะมีวัสดุอุปกรณ์อื่นๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะหนังสือ เสื้อ ผ้า รวมทั้งตู้ โต๊ะ เตียง ซึ่งมีส่วนที่เป็นไม้ควรกำจัดปลวกทุกๆ ๓ ปี และให้บริษัทกำจัดปลวก เข้ามาตรวจเป็นระยะ ค่าใช้จ่าย ไม่แพง ปลอดภัยต่อทรัพย์สิน

Q: ในขณะที่ซ่อมบ้าน ควรกำจัดปลวกช่วงไหน
A: ต้องกำจัดปลวกในช่วงเริ่มแรกเพื่อจะทำลายและ ป้องกันไปพร้อมๆ กัน เพราะการซ่อมแซมอาคารต้องรื้องานบางส่วนออก และต้องปะบางส่วนเข้าไป ส่วนใดที่เป็นไม้ ควรทานํ้ายา กันปลวกควบคู่ไปกับการกำจัดปลวกใต้ดินด้วย จึงจะได้ผล

Q: ไม้เชิงชาย จะต้องทานํ้ายากันปลวกหรือไม่
A: ควรจะทาด้วยครับ แต่เพื่อไม่ให้มีผลต่อสีที่จะทาทับก็ขอให้ใช้นํ้ายากันปลวกชนิดใสทาแล้วจะไม่มีสีเราสามารถทาสีต่างๆทับได้เลย

TIPS: แม้ว่าจะพบปลวกมากบริเวณหลังสายไฟก็ตาม แต่ปลวกไม่กินสายไฟปลวกมักจะใช้สายไฟเป็นสะพานเดินไปหาจุดอี่น โดยเกาะไปตามด้านหลังของแนวสายไฟ เพื่อเดินทางไปยังแหล่งอาหารเช่นไม้เคร่าฝ้าเพดานแผ่นยิปซั่มบอร์ด (กินเฉพาะกระดาษ) เฟอร์นิเจอร์ไม้ เป็นต้น

Q: ใช้ไม้ฝาสำเร็จทำเชิงชาย ต้องทานํ้ายากันปลวกหรือไม่
A: ไม่ต้องเพราะไม้ฝาเหล่านี้ทุกยี่ห้อปลวกไม่กิน ปัจจุบันนิยมนำมาใช้งานทำเชิงชายเพราะไม่บิดตัว ไม่หดตัว มีความคงทนถาวรกว่าไม้ธรรมชาติ

Q: ถ้าหมดประกันการกำจัดปลวกแล้ว ควรจะต่ออีกหรือไม่
A: ควรต่อ เป็นการป้องกันไว้ดีกว่าแก้ การฉีดนํ้ายาป้องกันปลวกเป็นการทำให้ดินเป็นพิษปลวกใต้ดินจึงไม่สามารถขึ้นมาได้ เมื่อหมดประกัน หมายความว่านํ้ายาป้องกันปลวกเสื่อมสภาพแล้ว ต้องทำการฉีดใหม่

ที่มา : www.ซ่อมบ้าน.thaidrawing.com/การกำจัดปลวก.html

การป้องกันหนูบุกรุกบ้าน

1. ปิดฝาถังขยะให้มิดชิด หากมีขยะเศษอาหารให้นำถังขยะไปเททิ้งนอกบ้านเสมอ
2. เก็บอาหารทุกชนิดในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด
3. ปิดหรืออุดทางหนูเข้าออกทุกจุด ไม่ว่าจะเป็นรูบนกำแพง ประตู หรือมุ้งลวด
4. อย่าเสียเวลาลองใช้ผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาชวนเชื่อว่า “ช่วยไล่หนู” เพราะนอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้ว คณะกรรมการการค้าแห่งสหพันธรัฐยังเคยออกประกาศเตือนเกี่ยวกับเครื่องไล่หนูด้วยเสียงว่า ไม่สามารถกำจัดหนูและสัตว์จำพวกฟันแทะได้จริงตามที่แอบอ้าง
5. หาแมวมาเลี้ยง แมวเป็นนักล่าที่เก่งกาจและชอบล่าหนูโดยธรรมชาติ อย่างไรก็ดี แม้แต่แมวก็ไม่สามารถจับหนูในช่องใต้หลังคาหรือหลังกำแพงได้

       มีปัญหาเรื่องหนู โทรปรึกษา Green Protech ได้ตลอด 24 ชม. โทร. 081-3440968

ที่มา : http://th.wikihow.com/กำจัดหนู

อย่าปล่อยให้ปลวก ทำร้ายบ้านท่าน

อย่าปล่อยให้ปลวก ทำร้ายบ้านท่าน ให้ Green Protech ปกป้องบ้านท่าน เหมือนบ้านตัวเอง
ติดต่อ Green Protech
สาขากรุงเทพฯ 081-3440968
สาขาสุราษฎร์ธานี 095-0362719

ขอบคุณภาพ จาก กำจัดปลวก คนจนฟรี (Green Protech สาขาสุราษฎร์ธานี)


















ภาพการทำงานของ Green Protech บุกถึงรังปลวก

ภาพการทำงานของ Green Protech บุกถึงรังปลวก ดูแลบ้านท่านเหมือนบ้านตัวเอง
ติดต่อ Green Protech
สาขากรุงเทพฯ 081-3440968
สาขาสุราษฎร์ธานี 095-0362719

ขอบคุณภาพ จาก กำจัดปลวก คนจนฟรี (Green Protech สาขาสุราษฎร์ธานี)










ปัจจัย 7 ประการในการควบคุมปลวกในบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจัย 7 ประการในการควบคุมปลวกในบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ




1. ปรับปรุงบ้านทุกๆ 5 ปี เปลี่ยนวัสดุไม้ที่หมดอายุ ซ่อมรอยรั่วซึมของเพดาน หลังคา ห้องน้ำ
2. ปรับปรุงทางระบายอากาศ และแสงแดด ให้มีอากาศถ่ายเทในทุกพื้นที่ของบ้าน เปิด ประตู หน้าต่าง เป็นประจำ อาทิตย์ละครั้งเป็นอย่างน้อย ปรับปรุงพื้นที่ใต้หลังคาและใต้พื้นบ้านให้มีแสงส่วางเข้าถึง
3. ไม่นำสิ่งของ เช่นตู้ กระดาษ กล่อง วัสดุเหลือใช้วางในพื้นที่รอบบ้าน หมั่นเช็ครอยร้าว แตกของปูนซีเมนรอบบ้าน พื้นบ้าน และในบ้าน ถ้าพบให้ซ่อมทันที
4. ไม่สะสมวัสดุเหลือใช้ในรูปหนังสือ กระดาษ กล่อง วัสดุไม้เนื้ออ่อน ซึ่งรวมถึงวัสดุตกแต่งผิว ถ้ามีความจำเป็นต้องสะสม ให้ใส่กล่องพลาสติกปิดฝา หรือวางในชั้นเหล็กที่มีล้อเลื่อน ห่างจากผนังและสูงจากพื้น 10 เซนติเมตร เป็นอย่างน้อย
5. เทพื้นซีเมนต์ ก่อนทำคานคอดิน เสาบ้านสูง 1.20 ม. อย่างน้อย พื้นดิน อัดแน่นด้วยหินสอง รอบโคนเสาทำอ่างบรรจุน้ำสูง 3-4 นิ้ว ปริมาตรน้ำ 5 ลิตร ถ่ายน้ำทุก 6 เดือน
6. ตรวจสอบด้วยตนเอง เดือนละครั้ง โดยเน้นที่ใต้ตู้ต่างๆในห้องครัว ห้องน้ำ ห้องใต้บันได ห้องเก็บของ ตู้ที่วางสัมผัสพื้น ขอบบัวและวงกบรวมถึงวัสดุ Built in ต่างๆ
7. ใช้วัสดุตกแต่งที่ทนต่อปลวก

ปัจจัย 7 ประการที่เป็นเหตุทำให้มีปลวกในที่อยู่อาศัย

ปัจจัย 7 ประการที่เป็นเหตุทำให้มีปลวกในที่อยู่อาศัย

greenprotech

1. วัสดุตกแต่งบ้านมาจากวัสดุมาตรฐานต่ำ เช่นทำจากกระดาษ ไม้อัดชานอ้อย ไม้เนื้ออ่อน เปลือกไม้

2. สะสมอาหารปลวกในที่พักอาศัย เช่นหนังสือ กล่องกระดาษ ฝ้ายิบซั่ม

3. บริเวณบ้านมีที่มืด ทึบ แสงสว่างเข้าไม่ถึง การระบายอากาศไม่ดี หรือมีร่องรอยรั่ว น้ำซึมของน้ำ

4. บ้านปลูกติดพื้นดิน หรือส่วนขอโครงสร้างบ้านมีมุมอับ อยู่ในที่เงียบ หรือห่างไกลจากชุมชน

5. มีรอยแตกของพื้นปูนรอบบ้าน และในตัวบ้าน รวมถึงมีการเชื่อมต่อระหว่างพื้นดินกับวัสดุภายในบ้าน และโครงสร้างการต่อขยายที่มีระบบฐานรากไม่สัมพันธ์กัน

6. วัสดุไม้หรือกระดาษสัมผัสหรือเชื่อมต่อกับผนังและพื้น

7. ไม่มีการเคลื่อนย้ายสิ่งของที่เป็นกระดาษ และหรือไม้เป็นเวลานาน

ปลวกกับบ้านเป็นของคู่กัน - กำจัดปลวกง่าย ๆ ด้วยตนเอง

       ไม่แปลกที่มีเพื่อน ๆ พูดว่า ปลวกขึ้นบ้าน หรือปลวกกินฝ้าจนผุแล้ว สิ่งปลูกสร้างแต่ละหลังจะมีในปริมาณปลวกที่แตกต่างกันไป ซึ่งเป็นปลวกไม้แห้ง ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในทุกอณูพื้นที่บ้านหรือแม้กระทั่งกองหนังสือที่รัก เนื่องจาก สิ่งปลูกสร้าง การตกแต่ง ส่วนมากมักเป็นโครงสร้างทำมาจากไม้ มีอายุหลายปี บางบ้านเท่าที่ทราบ เป็นอาคารไม้ทั้งหลัง ไม้ผสมปูน มีอายุตามการใช้งานโดยเฉลี่ยมากกว่า 20 ปี จึงเป็นแหล่งที่พักอาศัยของปลวกที่กัดกินไม้มาอย่างยาวนาน ถ้าหากคุณเจ้าของบ้านไม่สนใจเก็บกวาด ทำความสะอาดห้องหรือพื้นที่ต่าง ๆ หรือทุกซอกทุกมุม ฝ้าเพดาน ห้องเก็บของอย่างน้อยๆเดือนละครั้ง โอกาสที่จะพบปลวกกัดกินไม้ที่ติดมากับการก่อสร้าง การตกแต่งเพิ่มเติมในภายหลัง ก็จะมีมีเพิ่มมากขึ้น  ปลวกกับบ้านหรือสิ่งปลูกสร้างเป็นของคู่กัน เนื่องจาก ที่อยู่อาศัยส่วนมาก มีสภาพบรรยากาศ และสิ่งแวดล้อม ที่เอื้อต่อการดำรงชีวิต เนื่องจากมีเยื่อไม้ กองหนังสือเป็นจำนวนมากล้วนแต่ที่เป็นอาหารอันโอชะ โดยเฉพาะ เยื่อไม้อ่อน ๆ ที่กองกระดาษที่เปียกชื้นในช่วงฤดูฝน หรือ น้ำท่วมถึง ถ้าหากเราเก็บอุปกรณ์พวกนี้เข้าไว้ ให้มันทับถมเป็นเวลานานๆ ปลวกก็จะถือโอกาศเข้ามากัดกิน



กำจัดปลวกง่าย ๆ ด้วยตนเอง 
       เราต้องทำการรื้อ ห้อง ที่เก็บอุปกรณ์ เหล่านี้มาปัดทำความสะอาด จัดเรียงเสียใหม่ให้ดูสะอาด เป็นระเบียบ ให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก และทำให้ห้องเก็บของโปร่งแสง ให้แสงส่องเข้ามาในห้องหรือสถานที่ที่ต้องการให้ได้มากที่สุด เนื่องจากธรรมชาติของปลวก เป็นแมลงที่กลัวแสงแดด ที่ส่องสว่างจ้า กับอากาศแห้งๆ เนื่องจากลำตัวของปลวกมีผนังลำตัวบอบบาง ไม่สามารถทนแสงแดด และความชื้นต่ำๆ ได้ ถ้าเราทำการจัดรระเบียบห้องเก็บของให้สะอาดปลอดโปร่ง ก็จะลดอัตราการขยายเจริญเติบโตของปลวกลงไปได้ส่วนหนึ่งเลยทีเดียว ถ้าหากเราพบปลวกเป็นจำนวนมาก ให้ทำการกำจัดปลวก โดยทำความสะอาดพื้นที่ปลวกเข้ามากัดกินอุปกรณ์ ของเรา หลังจากนั้นให้ทำการประเมินความรุนแรงในการทำลายของปลวก ถ้าประเมิณแล้วทำการกำจัดปลวกด้วยมือไม่ไหว เราก็ใช้วิธีการต่อไปว่าจะเลือกใช้ยากำจัดปลวก หรือ สมุนไพรกำจัดปลวก หรืออาจใช้วิธีกำจัดปลวกด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ หรือใช้บริการจากบริษัทกำจัดปลวกก็ได้ ไม่ต้องรอช้า เพราะบริษัทฯเหล่านี้จะมีความรู้ ความชำนาญเป็นพิเศษ กำจัดปลวกได้ทันที ไหนก็ต้องเกี่ยวข้องกับปลวกอยู่แล้ว การบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับปลวก แน่นอนว่าอาจต้องมีค่าใช้จ่ายบ้าง   
       
       ในแต่ละบริษัทกำจัดปลวกก็มีอัตราค่าบริการกำจัดปลวกไว้ไม่เหมือนกัน (ขึ้นอยู่กับเทคนิคและวิธีการ ) แต่ก็จะเป็นประโยชน์ มาก เนื่องจาก ปลวก กับการกำจัดปลวก เป็นเรื่องปกติของชีวิตประจำวันไปแล้วครับ บริษัทปลวก เค้าจะมีความเข้าใจธรรมชาติของปลวก รู้จักวิธีการกำจัดปลวกที่หลากหลาย ก็จะเป็นผลดีกับเจ้าของบ้านมากกว่า การเลือกใช้บริการก็ขึ้นอยู่กับคุณเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะจัดการกับ ปลวก กันอย่างไร?

วิธีสังเกตบ้านมีปลวกมาทำรังหรือยัง ?

กำจัดปลวก

ท่านเจ้าของบ้าน สามารถสังเกตการเข้าทำรังของปลวกในบ้านของท่าน ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้
   1. เตรียมอุปกรณ์ คือ ไฟฉาย ไขควง เดินสำรวจในบ้าน โดยเริ่มต้นส่วนที่เป็นไม้ เช่น ประตูห้องน้ำ วงกบหน้าต่าง ขอบบัว ห้องเก็บของ รอยแตกของผนังอาคาร หากพบดินสีน้ำตาลดำแทรกอยู่ระหว่างไม้กับคอนกรีต ลงใช้ไขควงเขี่ยดูภายในหากพบตัวปลวก (คล้ายมด แต่ส่วนท้องมีสีขาว) แสดงว่าบ้านท่านถูกรุกรานจากปลวกแล้ว
   2. ฝ้าเพดานเป็นอีกส่วนหนึ่งที่มักพบปลวกเข้าทำลาย ปัจจุบันฝ้าเพดานส่วนใหญ่ ทำจากแผ่นยิปซั่ม 
     • แผ่นยิบซั่มมีส่วนประกอบของปูนซิเมนต์ซึ่งปลวกไม่กิน แต่ จะมีกระดาษสีน้ำตาลหุ้มอยู่ ซึ่งเป็นอาหารที่ปลวกชอบมากที่สุด 
     • การสังเกตว่าฝ้าเพดานมีปลวกทำลายหรือไม่ โดยปกติเมื่อเรามองบริเวณฝ้าเพดานที่ปกติ จะเป็นแผ่นเรียบมีสีขาวตลอดทั้งแผ่น แต่หากมีปลวกเข้าทำลาย ฝ้าเพดานจะมีจุดสีน้ำตาล คล้ายดินและผงออกมา เป็นรู และเป็นคลื่นไม่เรียบ คล้ายน้ำรั่ว แต่จะไม่มีคราบเหมือนน้ำรั่ว เนื่องจากกระดาษที่หุ้มฝ้าถูกทำลาย จนเนื้อยิปซั่มไม่มีอะไรหุ้มยึด หากเราใช้ไขควงทิ่มบริเวณดังกล่าวจะทะลุและเห็นทางเดินของปลวก
     • ปลวกที่เข้าทำลายฝ้าเพดาน ส่วนใหญ่จะขึ้นมาจาก เสาท่อน้ำทิ้ง หรือเสาหลอก (เสาต้นสี่เหลี่ยมใหญ่ๆ ที่อยู่รอบตัวบ้าน)
     • ปลวกกินทุกอย่างที่ทำจากไม้เพราะมีส่วนประกอบของเซลลูโลส และจะเลือกกินส่วนที่อ่อนที่สุด เช่น กระดาษ
   3. ตรวจดูไม้ค้ำยันต้นไม้ บริเวณภายในบ้าน บริเวณรั้วบ้าน ที่อับชื้นภายในบ้าน

การต่อสู้กับปลวกขึ้นบ้าน (Fighting to Termite in House)

การต่อสู้กับปลวกขึ้นบ้าน 
Fighting to Termite in House

กำจัดปลวก

1. บทนำ
       ปลวกขึ้นบ้าน กินจนบ้านพัง โดยเฉพาะบ้านไม้หากขึ้นกินโครงหลังคา หากไล่ไม่ทันแค่ 2 ปี โครงหลังคาไม้ผุพังร่วงหล่น บ้านที่มีโครงหลังคาไม้ตีฝ้าปิดไม่ได้สร้างช่องขึ้น (Man Hole) ก็ขึ้นไปตรวจตรงจัดการไม่ได้อย่าลืมสร้างบ้านต้องมีช่องขึ้นห้องใต้หลังคา ไม้แต่ละชนิดทุกต่อปลวกไม่เท่ากัน ไม้ยาง ไม้ยางพารา ไม้ท่อน ไม้ที่ทนต่อปลวกปานกลางก็มีประดู่ มะค่า ตะเคียนหิน ไม้ที่ทนต่อปลวกมากมีไม้สัก ไม้สะเดา ไม้ตะกู ไม้จำปา ไม้มะหาด เปลือกไม้จะไม่ทนต่อปลวก แก่นไม้จะทนมากกว่า ไม้อายุมากๆ จะแข็ง แข็งน้อย ปลวกไม่ชอบ

2. การแก้ปัญหาปลวก
       การแก้ปัญหาปลวกในสมัยปัจจุบันนิยมใช้สารเคมี อัดฉีดที่ดินโดนเสา คานคอดิน ทำระบบอัดน้ำยาตามระบบท่อ เติมน้ำยาลงทุกปี มีบริการกำจัดปลวก อัดฉีดทุกปี ปลวกไม่เห็นหายไปไหนเหมือนเกษตรเคมีเสียครั้งละ 7-8 พันบาท

วิธีการต่อสู้กับปลวกมีดังนี้
2.1. ดัดแหล่งอาหาร
       อย่าเก็บหนังสือด้วยกล่องลูกฟูก ปลวกจะได้กลิ่นแล้วหาทางไปหาทิ้งกล่องลูกฟูกไปให้ใส่หนังสือลงกล่องพลาสติกแล้วทิ้งลูกเหม็นไปสัก 1 ลูก กลบกลิ่นหนังสือกระดาษหรือใช้การบูร พิมเสนใส่ก็ได้

2.2. ตัดทางเดินปลวก
       ปลวกจะมียุทธวิธีการขึ้นไปหาอาหาร ใบไม้ที่ล่วงหล่นใส่ระเบียงซ้อนทับ ปลวกจะเดินใต้ใบไม้เข้าหาตัวบ้านและแหล่งอาหาร ให้กวาดใบไม้ทิ้งให้สะอาด ปลวกจะชอบขึ้นจากดิน ทุลุวงกบประตูหลังน้ำ ในการก่อสร้าง ช่างบางคนชอบเอาวงกบที่ปลายจรดดิน  ปลวกจะขึ้นมาตามรอบแตกปูนแล้วขึ้นแทรกมาตามวงกบไม้ ช่อนตัวหลบเดินทางตามช่องว่างระหว่างไม้กับคอนกรีต ควรตัดให้สั้นขึ้นแล้วเอาปูนพอกเป็นเสาแทน ปลวกขึ้นที่ห้องใต้บันได เราใช้วิธีดินถมพื้นแล้วเทปูน ปลวกจะขึ้นจากดินขึ้นมาแล้วกินฝาห้องใต้บันได ช่วงบันไดไม้ติดกับพื้นชั้นว่างและพื้นชั้นบนให้ตัดปลายไม้แล้วใช้ปูนปั้นต่อแทนไม้เพราะจะเห็นปลวกบุกจากไม้ปาร์เก้แล้วใช้บันไดไม้เป็นทางเดิน เคยแกล้งทางเดินปลวก โดยการรื้อท่อทางเดินปลวกแล้วเอากาวดักหนูมาทาบวางให้ปลวกจับแล้วเดินต่อไม่ได้ เคยเอาน้ำส้มสายชูบ้าง น้ำส้มควันไม้บ้างมาทาที่ท่อทางเดิน ปรากฎว่าปลวกเงียบไป 3-4 วัน แล้วบุกต่อ

2.3. ใช้โครงสร้างทนปลวกแทน
       โดยเฉพาะช่องแสงที่ชานบันไดที่ยาวถึงเกือบถึงหลังคา หากเป็นไม้มีต้นไม้บังแสงความชื้นมี ปลวกจะไต่ขึ้นและพยายามขึ้นหลังคาจากประสบการณ์ ต้องรื้อวงกบดังกล่าวทิ้ง แล้วเปลี่ยนเป็นอิฐแก้วแทนหรือเปลี่ยนเป็นโครงอลูมิเนียมแทนไม้ซึ่งได้ผลดี โครงสร้างทนปลวก หากโครงหลังคาไม้เปลี่ยนเป็นเหล็กตัวซีหรือเหล็กกล่องก็จะช่วยได้มาก ใครว่ายิปซัมบอร์ดทนปลวก บนหลังคาในห้องใต้หลังคา ปลวกกัดกินกระดาษปิด ทับบนยิปซัมบอร์ด ใช้ผนังคอนกรีต ตีนช้างเสาคอนกรีต ให้พ้นจากระดับพื้นดินสักอย่างน้อย 50 ซม. ก็จะทำให้ปลวกขึ้นบ้านลำบาก

2.4. สร้างตัวสะกัดทางขึ้นบ้าน
       บ้านโบราณเขาออกแบบบ้าน คล้ายตู้กับข้าวที่เสาทุกต้น ช่วงบันไดขึ้นบ้าน หรืออื่นที่ต่อกับพื้นเขาทำแบบถ้วยรองตู้กับข้าวเป็นเข้าภาชนะรับของเหลงได้ แล้วใส่น้ำหรือน้ำมันเครื่อง หล่อไว้ป้องกัน มด ปลวก ข้ามมาขึ้นบ้าน เคยทดลองใช้กาวดักหนูขีดป้ายขวางทางเดินอุโมงค์ปลวกพบว่าปลวกหมดปัญญาขึ้นบ้านต่อ

2.5. เลือกวัสดุทนปลวก
       วัสดุทนปลวกก็มีคอนกรีต อลูมิเนียมเหล็ก สักกะสี พลาสติก แต่หากเป็นพวกไม้ต้องเลือกไม้ทนปลวก เช่นแก่นๆ แข็ง หนักๆ เหม็นๆ หรือมีฤทธิ์เป็นสมุนไพร ไม้พวกสัก มะหาด มะค่า จำปา ตะกู หลุมพอ ตะเคียนหิน จะทนทานแต่หากเป็นเปลือกกระพี้บางครั้งก็จะถูกปลวกโจมตีบ้าง สำหรับไม้ที่ปลวกชอบคือ ไม้พวกเขาๆ มีแป้งมาก เช่น ยาง ยางพารา

2.6. ทางเคลือบด้วยสารไล่ปลวก
       หลายๆ คนนิยมซื้อสารเคมีทาไม้ป้องกันปลวก มอด ซึ่งมีหลายยี่ห้อ วิธีทางปลอดภัย ผสมผสานทางชีวภาพ อาจใช้น้ำมันเครื่องเสีย (ใช้แล้ว) เอามาทาเป็นโลชั่นไม้ซึ่งอาจเป็นตระกูลน้ำมันอื่น เช่น น้ำมันเกียร์ ดีเซล น้ำมันก๊าซผสมเทียนขึ้ผึ้ง ซึ่งควรทดลองก่อนโดยตัดชิ้นไม้ทาเคลือบสารแล้วเอาไปหมกบนรังปลวกแล้วเอาดินกลบก็จะรู้ว่าปลวกที่นั้นๆ มีนิสัยอย่างไรชอบกินอะไร

2.7. ปรับเนื้อไม้ให้ทนต่อปลวก
       สิ่งที่น่าสนใจกำลังทดลองอยู่มี
       - นำไม้มาแช่น้ำ จนไม้จมในน้ำจุลินทรีย์อีเอ็มให้จุลินทรีย์กินในน้ำจุลินทรีย์อีเอ็มให้จุลินทรีย์กินแป้งน้ำตาลในเนื้อไม้หมด
       - นำไม้มาแช่น้ำ 1 เดือน ให้แป้งในเนื้อไม้เน่าก่อน นำมาผึ่งให้แห้งและใช้งานต่อไป - หมกในน้ำโคลนที่มีจุลินทรีย์รักาเนื้อไม้นาน 1 เดือน แล้วค่อยนำมาล้างใช้
       - นำไม้มาแช่ในน้ำหมักจุลินทรีย์ที่มีเปลือกแก่นกินไม้สักนาน 7-15 วัน จนไม้จม
       - แช่น้ำหมักสะเดาจนไม้จม
       - แช่น้ำปูนขาว จนไม้จม
       - แช่น้ำโซเดียมซิลิเกต (Na sio2) เพื่อตกผลึกซิลิก้าในเนื้อไม้แบบไม้กลายเป็นหิน
       - แช่น้ำหมกแกลบเผาเพิ่มซิลิก้าหรือขี้เถ่า กากชานอ้อย 1 เดือน

2.8. เลี้ยงปลวกให้อยู่ภายนอกบ้าน
       วิธีนี้พยายามสร้างสิ่งแวดล้อมนอกบ้านไม้ที่ห่างออกจากบ้านสักอย่างน้อย 2-5 เมตร โดยใช้วิธีศึกษาว่าปลวกกลุ่มนี้ชอบกินอาหารอะไร เช่นกิ่งไม้ผุเล็กๆ กล่องลูกฟูก ก็เอาไปเลี้ยงโดยการขุดหลุมแถวรังปลวกสัก 50 ซม. ลึก 25 ซม. แล้วสุมอาหารลงไปทำไว้ 3-5 หลุม แล้วเปิดทีละหลุมให้ไก่กินหมุนเวียนกันไป เป็นการเลี้ยงปลวกให้ไก่กิน ไก่จะอ้วนพี 

2.9. อัดน้ำยาลงพื้น
       วิธีนี้คนที่ชอบสารเคมี นิยมอัดยาฆ่าปลวกลงใส่พื้น โดยวิธีฉีดอัดลงไปให้ซึมซับในดินหากเราใช้วิธีเดียวกันแต่เปลี่ยนเป็นน้ำปูนขาว น้ำสะเดาสกัด น้ำมันเครื่อง น้ำมันดีเซล ก็จะดูปลอดภัยกว่า

2.10. ค้นหาทะลายรัง
       ให้ประกาศสงครามกับปลวก ค้นหาทะลายรัง สังเกตนิสัยปลวก
       - กลัวเสียงมากกว่ากลัวแสง โดยทดสอบการเปิดแสงสว่างทั้งวันทั้งคืน แล้วดูการต่อท่อทางเคมี เทียบกับเดินขึ้นเดินลงทั้งคืน
เครื่องมือค้นหา
       - ฝึกจมูกให้ลดจำกลิ่นแสบน้ำส้มของปลวกให้ได้พอเข้าใกล้ก็จะไล่ล่าจุดซ่อนตัวได้ - ฝึกฟังเสียงตอนกลางคืน เสียงจะดังแกรกๆ ตอนปลวกกินไม้กินกระดาษ อาจใช้วิธีหูแนบผนัง หรือใช้หูฟังแพทย์มาช่วยก็ได้ล่อปลวกออกมาให้เห็น
       - เอากระดาษลูกฟูกหรืออาหารโปรดมาล่อ

2.11. ใช้ศัตรูปลวกมาช่วยควบคุมปริมาณประชากรปลวก
       ศัตรูปลวกอาจเป็น
       - มดดำ
       - จุลินทรีย์บางชนิดต้องวิจัยต่อ
       - ไส้เดือนเส้นด้าย ฉีดพ่นปลวกแล้วจะทำทำให้ปลวกกินอาหารไม่ได้ตายแล้วตัวอื่นมากินปลวกตายก็จะแพร่ระบาดไป
       - ไก่
       - จิ้งจก
       - ตัวกินมด
       - เลี้ยงปลวกแดงเป็นเชื้อเห็ดโคนจอมปลวก

3. บทส่งท้าย
       ปลวกดูแล้วน่ากลัวเพราะทำให้บ้านในฝันของเราพังทะลาย หลัยคายุบได้ภายในเวลาแค่ 2 ปี หากเราทิ้งไว้ควรหมั่นไปดูเป็นช่วงๆ แล้วควบคุมปลวกอย่าให้ลุกลาม ออกแบบโครงสร้างบ้านให้สะดวกต่อการตรวจตราอย่าเก็บอาหารโปรดของปลวกไว้ในบ้านเด็ดขาดหากจำเป็นต้องเปลี่ยนกลิ่นก่อน สิ่งที่น่ากลัวมากกว่าคือมอดไม้เพราะอยู่ในรูกัดกินแล้วปล่อยขี้ไม้ลงพื้นรูจึงเป็นเจาะดิ่งขึ้นเอาน้ำมันน้ำยาฉีดเข้าไปกำจัดได้ยากซึ่งต้องระวังด้วยเช่นกัน

แหล่งที่มา
โดย สมหวัง วิทยาปัญญานนท์ 3 สิงหาคม 2553
ภูมิปัญญาอภิวัฒน์ Budding Wisdom

เคล็ดลับบ้านไม้ไร้ปลวก

เคล็ดลับบ้านไม้ไร้ปลวก 
       หลายครอบครัวที่บ้านมีโครงสร้างของไม้คงเคยปวดหัวกับปัญหาการโดนแทะกินโดยปลวก วันนี้มีเคล็ดลับดีๆทำให้บ้านไม้ไร้ปลวกมาฝาก


ฉีดปลวก สมุนไพร

       การจะกำจัดปลวกซึ่งเป็นปัญหากวนใจอย่างหนึ่งของบ้านไม้ ต้องเริ่มตั้งแต่กำจัดแหล่งกำเนิดของปลวกทำการปิดเส้นทางเข้าออกของปลวก โดยการให้ช่างทำการอัดสารเคมีลงดินให้รอบแนวคานทั้งด้านในด้านนอก ฉีดเคลือบผิวดินทุกตารางนิ้ว รวมทั้งรอบบริเวณบ้านประมาณ 1 เมตร ถ้าเกิดน้ำยาป้องกันปลวกหมดอายุหรือเสื่อมสภาพลง เราก็สามารถฉีดสารเคมีครั้งที่สองต่อไปได้อีกเมื่อครบระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่ต้องกลัวว่าสารเคมีจะเป็นอันตรายสำหรับคนในครอบครัว เพราะมันจะสลายไปเองตามธรรมชาติ กรณีที่บ้านไหนไม่ได้ทำระบบท่อใต้บ้านไว้ตั้งแต่แรก ให้ทำการตรวจสอบกองดินหรือทางเดินของปลวก หาให้พบจุดที่ปลวกเดินขึ้นมาและทำลายทิ้งด้วยน้ำยาฆ่าปลวก ทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน ตรวจสอบดูอีกครั้ง

สิ่งสำคัญที่สุด คือ การเลือกไม้ที่นำมาสร้างหรือใช้งานภายในบ้าน ควรเลือกไม้ที่มีความแข็งแรงและสามารถทนต่อการกัดกินเนื้อไม้ของปลวกได้ เช่น ไม้สัก ไม้เต็ง ไม้แดง ไม้ประดู่ ฯลฯ ซึ่งถ้าเลือกใช้ไม้เนื้ออ่อนในการก่อสร้าง อาจจะต้องเสียค่าน้ำยาป้องกันปลวกเป็นจำนวนมากในอนาคต

สุดท้ายหมั่นทำการตรวจสอบบริเวณบ้านทุก 1 ปี เพราะหากพบเจอปลวกจะได้จัดการทำลายได้ทัน และถ้าวันไหนพบเห็นแมลงเม่าเป็นจำนวนมาก ห้ามให้แมลงเหล่าบินเข้ามาภายในบ้านเป็นอันขาด เพราะแมลงเม่าคือต้นกำเนิดของปลวก ที่สามารถเข้ามาทำรัง และวางไข่กลายเป็นปลวกที่ทำลายบ้านในอนาคตได้
*หมั่นตรวจสอบและทำตามวิธีข้างต้น เพียงเท่านี้บ้านไม้ของทุกคนก็จะปลอดภัยไร้ปลวกมารบกวน
แหล่งที่มา : http://www.homedecorthai.com

อันตราย...การใช้สารเคมีกำจัดแมลงในบ้าน

อันตราย...การใช้สารเคมีกำจัดแมลงในบ้าน
ฉีดปลวก

       หนู แมลงสาป หรือแมลงต่าง ๆ อีกหลายชนิดที่เราไม่พึงประสงค์ที่จะให้เข้ามาอยู่อาศัยในบ้านร่วมกับเรา เนื่องจากแมลงต่าง ๆ เหล่านี้นำมา ซึ่งพาหะของเชื้อโรคทำให้คนที่อาศัยอยู่ในบ้านได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย และทำให้มีอาการเจ็บป่วย จนบางครั้งมีอาการผิดปกติกับร่างกายและ ต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อโรคเหล่านั้น หากจะมองในอีกมุมคงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จนบางครั้งต้องยอมรับสภาพกับ แมลงต่างๆ เหล่านั้น แต่เราในฐานะผู้อาศัยอยู่ในบ้านคงต้องหาวิธีการที่จะทำให้แมลงอาศัยอยู่ในบ้านเราให้น้อยที่สุด เช่น ต้องทำความสะอาด บ้านเรือนอยู่เสมอ นอกจากนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผู้เขียนคิดว่าเป็นทางเลือกของใครหลายๆ คนในการกำจัดแมลงในบ้านคือการใช้สารเคมีกำจัด แมลง
       ปัจจุบันมีการใช้สารเคมีกำจัดแมลงกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นวิธีที่สะดวกและให้ผลรวดเร็ว นอกจากการใช้สารเคมีกำจัดแมลงกับ ผลผลิตทางการเกษตรแล้ว ยังมีการใช้สารเหล่านี้ในบ้านพักอาศัยกันเป็นจำนวนมาก เพื่อใช้กำจัดแมลงในบ้านเรือน รวมทั้งในปัจจุบันบริษัทผู้ผลิต ได้มีการเติมสารต่างๆ เช่น กลิ่นดอกไม้ กลิ่นผลไม้ กลิ่นหอมต่างๆ ลงไปในสารเคมีกำจัดแมลง จนทำให้ลืมไปว่าสารเคมีเหล่านี้คือสารพิษที่เป็น อันตรายต่อคนและสัตว์เลี้ยงที่อาศัยอยู่ภายในบ้าน ทำให้การใช้สารเคมีกำจัดแมลงดังกล่าวไม่ถูกวิธีก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้น จึงควร ศึกษาผลิตภัณฑ์ที่จะนำมาใช้ วิธีการใช้ที่ถูกต้องรวมทั้งศึกษาพิษของสารเคมีดังกล่าว สารสำคัญในสารเคมีกำจัดแมลง

       1. สารกลุ่มออร์การ์โนคลอรีน (Organochlorine) เป็นสารกำจัดแมลงที่มีพิษค่อนข้างสูง สลายตัวได้ยาก ทำให้เกิดการตกค้างใน สิ่งแวดล้อมเป็นเวลานาน ซึ่งหลายประเทศในโลกรวมทั้งประเทศไทยได้ห้ามใช้สารในกลุ่มนี้ เช่น คลอเดน (chlordane) พบในยากำจัดปลวก และลินเดน (lindane) พบในยากำจัดเหา

       2. สารกลุ่มออร์การ์โนฟอสเฟต (Organophosphate) เป็นสารกำจัดแมลงที่สามารถออกฤทธิ์ในการกำจัดแมลงได้ดี มีประสิทธิภาพ สูง และมีข้อดีกว่าสารกำจัดแมลงในกลุ่มออร์การ์โนคลอรีน คือ สามารถย่อยสลายได้ โดยสิ่งมีชีวิตและมีการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า แต่มีความเป็นพิษค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสารกำจัดแมลงกลุ่มคาร์บาเมท เช่น คลอไพริฟอส (chlorpyrifos) ไดโควอส (dichlovos) และ DDVP พบในสเปรย์กำจัดยุงและแมลงสาบ สเปรย์กำจัดปลวก มด มอด ส่วนมาลาไธออน (malathion) พบในยากำจัดหมัด
 


       3. สารกลุ่มคาร์บาเมท (Carbamate) เป็นสารกำจัดแมลงที่เป็นพิษต่อมนุษย์ค่อนข้างต่ำ สลายตัวได้เร็ว จึงตกค้างในสิ่งแวดล้อม ได้น้อยและสามารถใช้กำจัดแมลงได้เทียบเท่าสารกำจัดแมลงกลุ่มออร์การ์โนฟอตเฟต เช่น โปรพ็อกเซอร์ (Propoxur) หรือที่รู้จักกันในชื่อทาง การค้าคือไบกอน คาร์บาริล (carbarly) ชื่อทางการค้าคือเซฟวินและคาร์โบฟูแรน (carbofuran) ชื่อทางการค้าคือฟูราดาน พบในสเปรย์กำจัดยุง

       4. สารกลุ่มไพรีทรอยด์ (Pyrethroid) เป็นสารกำจัดแมลงที่สังเคราะห์ขึ้นเลียนแบบธรรมชาติมีความไวทางชีวภาพสูง ทำให้ไม่มีพิษ สะสมในร่างกาย จึงเกิดพิษต่อคนและสัตว์น้อยมาก เช่น เฟนวาเลท (fenvalate) พบในยากำจัดปลวก ไซเปอร์เมทริน (cypermethrin) และ เดลต้าเมทริน (deltamethrin) พบในชอคก์ขีดกำจัดแมลงคลาน สเปรย์กำจัดมด เป็นต้น

สารเคมีกำจัดแมลงสามารถเข้าสู่คนได้ 3 ทาง คือ
       ทางปาก โดยการกิน การดื่ม หรือโดยอุบัติเหตุ ทางการหายใจ โดยการสูดดมไอของสาร ซึ่งสารเคมีกำจัดแมลงบางชนิดอาจมีฤทธิ์ กัดกร่อนทำลายเยื่อจมูกและหลอดลมได้ ทางผิวหนัง โดยการสัมผัสหรือจับต้องสารเคมีกำจัดแมลง ทำให้เกิดการดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังซึ่งหาก ผิวหนังมีบาดแผลจะทำให้สารพิษดูดซึมสู่ผิวหนังได้ดี โดยเฉพาะสารพิษที่อยู่ในรูปของเหลว สามารถซึมผ่านผิวหนังได้ดีและรวดเร็วกว่ารูปแบบอื่น

อาการที่เกิดจากการแพ้สารเคมีกำจัดแมลง
       อ่อนเพลีย มึนงง ปวดศรีษะและเมื่อยตามตัว แน่นหน้าอก หายใจหอบ มีอาการสั่น กล้ามเนื้อกระตุก มองเห็นภาพได้ลางเลือน ม่านตาหรี่ น้ำลายและเหงื่อออกมาก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องร่วง อาจถ่ายอุจจาระและปัสสาวะโดยกลั้นไม่อยู่ ถ้ามีอาการรุนแรงอาจชัก และหมดสติ อาจหยุดหายใจ และถึงตายได้

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น
       ให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากบริเวณที่มีสารเคมีกำจัดแมลง ถ้าสารเคมีกำจัดแมลงถูกผิวหนังให้ถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนสารเคมีกำจัดแมลงออก รีบชำระร่างกายของผู้ป่วยให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ อย่าขัดถูผิวหนังเพราะจะทำให้สารพิษซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ง่าย ถ้าสูดดมสารเคมีกำจัดแมลงเข้า ไปให้นำผู้ป่วยไปพักผ่อนในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกและอบอุ่น คลายเสื้อผ้าให้หลวม ถ้าสารเคมีกำจัดแมลงเข้าตาให้ล้างด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง นานประมาณ 15 นาที ห้ามใช้ยาล้างตา ในกรณีที่สารเคมีกำจัดแมลงเข้าปากให้บ้วนปากด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง ถ้าผู้ป่วยกินสารเคมีกำจัด แมลงเข้าไปให้ปฏิบัติตามคำแนะนำในฉลาก หรือทำให้อาเจียนแต่ห้ามใช้กับผู้ป่วยที่หมดสติและเป็นโรคหัวใจ การทำให้ผู้ป่วยอาเจียนโดยให้ผู้ป่วย รับประทานไข่ขาวดิบ ขนาดที่ใช้ คือ เด็ก 4 ฟองและผู้ใหญ่ 8 ฟอง และรีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์ทันทีพร้อมด้วยภาชนะบรรจุ และฉลากวัตถุมีพิษนั้น

การปฏิบัติตนเพื่อให้ปลอดภัยต่อผู้ใช้ ผู้อยู่อาศัย และสัตว์เลี้ยง
       อ่านฉลากข้างภาชนะบรรจุให้ละเอียดทุกครั้งก่อนใช้ ควรระมัดระวังในการเทหรือรินสารเคมีกำจัดแมลง เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสทางผิวหนัง ระหว่างฉีดพ่นควรสวมเครื่องป้องกันตัว เช่น สวมเสื้อผ้าที่มิดชิด ใส่ถุงมือหรือใช้ผ้าปิดปาก ปิดจมูก อย่าฉีดพ่นในห้องที่มีเด็ก ผู้ป่วยผู้อยู่อาศัยและ สัตว์เลี้ยง รวมทั้งในบริเวณที่มีอาหารและบริเวณที่มีเปลวไฟ หากจำเป็นต้องฉีดพ่นในห้องที่มีอาหารต้องปิดครอบอาหารให้มิดชิด หรือนำออกนอก บริเวณที่ใช้สารเคมี อย่าฉีดพ่นสารเคมีกำจัดแมลงภายนอกขณะที่ลมแรงหรือมีฝนตก ควรเก็บสารเคมีกำจัดแมลงที่ใช้ในบ้านให้ห่างไหลจากเด็ก หรือเก็บไว้ในตู้ล๊อคที่ปลอดภัย หลังฉีดพ่นควรปิดห้องไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้ละอองของสารเคมีกำจัดแมลงที่กระจายในอากาศบริเวณนั้น เจือจางลง แล้วทำความสะอาดพื้นห้องเพื่อกำจัดสารเคมีที่ตกตามพื้น ควรล้างมือ ล้างหน้า อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกครั้งหลังการฉีดพ่นสารเคมี กำจัดแมลง สำหรับภาชนะบรรจุที่ใช้หมดแล้วควรฝังดิน

       ด้วยเรื่องราวที่ผู้เขียนนำรายละเอียดมาฝากผู้อ่านทั้งหมดนี้ คงจะเป็นเรื่องราวที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องใช้สารเคมีภายในบ้านเรือนเป็น ประจำ อาจจะเป็นเรื่องที่เคยได้ยิน และเคยปฏิบัติกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่เพื่อเป็นการย้ำเตือนและเป็นการเฝ้าระวัง ไม่ให้อันตรายจากการใช้สาร เคมีเกิดขึ้น และเพื่อให้ทราบถึงโทษของสารเคมีที่เราใช้กันด้วยความเคยชิน

      สุดท้ายการใช้สารเคมีไม่ว่าจะเป็นในแปลงของเกษตรกร หรือจะนำมาใช้เพื่อกำจัดแมลงภายในบ้านเรือน กรมวิชาการเกษตร ได้มีนโยบาย และเน้นย้ำเกี่ยวกับเรื่องนี้มาโดยตลอดว่า การที่จะเลือกใช้สารเคมีอยากให้เป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะใช้ เนื่องจากการ ใช้สารเคมีจะเกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม และที่สำคัญที่สุดจะส่งผลถึงตัวผู้ใช้นั่นคือเกษตรกรนั่นเอง การที่จะเลือกใช้สารเคมี เพื่อการใดก็ตาม เราควรศึกษาให้ดีถึงข้อควรปฏิบัติ เพื่อที่เราจะได้เป็นผู้ที่เรียกได้ว่า เป็นผู้ที่รู้เท่าทันอันตราย... จากการใช้สารเคมี

แหล่งที่มา
กรมวิชาการเกษตร โดย ปรียานุช  สายสุพรรณ์

10 วิธีไล่หนูออกจากบ้านโดยไม่ต้องฆ่า

10 วิธีไล่หนูออกจากบ้านโดยไม่ต้องฆ่า
แหล่งที่มา http://www.toptenthailand.com
เครดิต http://www.kapook.com

หลายบ้านอาจจะเคยได้ยินเสียงร้องจี๊ดๆ หรือเสียงฝีเท้าวิ่งไป-มาอยู่บนฝ้าเพดาน และอาจจะมีการทิ้งร่องรอยน่าสงสัยเอาไว้ให้ไม่สบายใจอยู่บ้าง ก็คงต้องลองสำรวจดูสักหน่อยแล้ว ว่าบ้านของคุณเข้าข่ายมี "หนู" อพยพกันมาอาศัยอยู่บ้างหรือไม่ และถ้าหากพบว่าภายในบ้านมีครอบครัวหนูมาอาศัยอยู่แล้ว ก็คงต้องมองหาวิธีไล่หนูกันสักหน่อยใน 10 วิธีไล่หนูออกจากบ้านโดยไม่ต้องฆ่า

10. กำจัดแหล่งอาหาร

การจัดการบ้านให้สะอาดหมดจด ไม่มีเศษอาหารตกค้าง จะเป็นการดีที่ทำให้หนูมองข้ามบ้านของคุณไปได้ง่ายๆ เนื่องจากแหล่งอาหารของหนูถูกกำจัดจนหมดสิ้น ขืนอาศัยอยู่ในบ้านคุณต่อไปก็คงอดตายกันทั้งครอบครัวแน่ๆ จากนั้นลองจัดบ้านให้โล่งและไม่มีมุมอับ จะได้หมดที่ซ่อนตัวของครอบครัวหนูด้วยจ้า

9. ปิดทางเข้า

ลองสำรวจรอบๆ บ้านดูสักหน่อย ว่ามีจุดไหนบ้างที่หนูสามารถเล็ดลอดเข้ามาได้ เช่น ซอกเล็กซอกน้อยบนหลังคา, รอยแยกบริเวณฝ้าเพดาน, รูกำแพง, ประตู-หน้าต่างห้องครัว หรือท่อน้ำ เป็นต้น แล้วจัดการปิดรอยรั่วเหล่านั้นให้หมดสิ้น อย่างน้อยก็เป็นการป้องกันไม่ให้หนูสามารถเล็ดลอดเข้ามาได้ง่ายๆ

8. ทรายแมว

หากบ้านไหนไม่อยากเลี้ยงแมวให้วุ่นวาย ทางแก้อีกวิธีก็คือลองหาทรายแมว ที่แมวฉี่ใส่เอาไว้แล้ว โดยอาจขอจากเพื่อนบ้านที่เลี้ยงแมวก็ได้ แล้วนำทรายแมวใส่ถุงผ้า ไปวางไว้ใต้เพดาน หรือบริเวณที่หนูเพ่นพ่าน หนูจะหลอนกับกลิ่นฉุนจากฉี่ของโจทก์เก่า จนไม่อยากย่างกรายผ่านมาอีกเลย แต่ทางที่ดีเลือกวางเฉพาะจุดดีกว่านะคะ ไม่อย่างนั้นคุณคงจะฉุนจนมึนตามหนูไปแน่ๆ

7. ต้นยี่โถ

เป็นวิธีง่ายๆ ที่หลายบ้านนิยมทำกันมานาน ยิ่งโดยเฉพาะในปัจจุบันที่เทรนด์เลี้ยงแมวกำลังมาแรง ถ้าคุณเป็นครักสัตว์ แค่เลี้ยงแมวติดบ้านเอาไว้สักตัว แมวก็จะกำจัดโจทก์เก่าอย่างหนูให้หมดไปอย่างรวดเร็ว เพราะแค่หนูมองเห็นและได้กลิ่นแมวที่เลี้ยงไว้ ก็คงเตรียมเก็บข้าวเก็บของเผ่นออกจากบ้านแล้วล่ะจ้า

6. สมุนไพรไล่หนู

ปัจจุบันมีสมุนไพรไล่หนูขายกันอยู่ทั่วไป สามารถหาซื้อได้ง่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต โดยน้ำยาไล่หนูเหล่านั้น ถูกสกัดขึ้นจากสมุนไพรไทยๆ อย่าง กะเพรา, สะระแหน่ หรือใบมะกรูด เป็นต้น ซึ่งข้อดีคือไม่มีพิษร้ายแรง และไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ แต่ข้อเสียคือมักมีอายุการใช้งานที่สั้น กลิ่นจางไว ทำให้ต้องใช้ในปริมาณมาก

5. กรงดักหนู

วิธีง่ายๆ ที่นิยมใช้กันมานาน เพียงแค่ซื้อกรงดักหนู แล้วนำอาหารหรือเหยื่อล่อหนูใส่เข้าไป จากนั้นเมื่อหนูวิ่งเข้าไปในกรงแล้ว กรงก็จะปิดลง เราก็แค่นำหนูในกรงไปปล่อยไว้ให้ไกลบ้านมากที่สุด และต้องไกลจากบ้านคนอื่นด้วยนะคะ ไม่อย่างนั้นจะเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้เพื่อนบ้านแทน ซึ่งเทคนิคในการวางกรงดักหนูก็คือ ให้วางมากกว่า 1 กรง และวางให้หันหลังชนกัน หนูจะได้เข้ามาติดกับได้ทั้งสองทาง อีกทั้งถ้ายิ่งวางติดกำแพงได้ก็ยิ่งดี เนื่องจากหนูมักวิ่งลัดเลาะแถวๆ ริมกำแพงมากที่สุด และที่สำคัญเมื่อใช้กรงเสร็จแล้วให้ล้างจนสะอาดทุกครั้ง เพราะกลิ่นของหนูตัวเดิมจะทำให้หนูตัวใหม่ไม่เข้าใกล้กรงจ้า

4. ประทัด

นอกจากกลิ่นเหม็นแล้ว หนูก็ยังเป็นสัตว์ที่ขี้ตกใจพอสมควร ดังนั้นหากอยากไล่หนูให้แตกกระเจิง ลองซื้อประทัดมาจุดใกล้ๆ รังหนู เพื่อให้ครอบครัวหนูตกใจกับเสียงประทัดจนต้องอพยพกันออกไป แต่การจุดประทัดก็ต้องใช้ความระมัดระวัง ทั้งตัวผู้จุดเองและอย่าไปโยนใส่ตัวหนูโดยตรง ไม่อย่างนั้นคงเป็นภาพที่สยองขวัญน่าดู

3. เปิดไฟให้สว่าง

เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ง่ายแสนง่าย เพราะแสงไฟจะทำให้หนูแสบตา และไม่กล้าออกมาแสดงตัวมากนัก ซึ่งเมื่อไฟยังสว่างอยู่หนูก็จะกล้าๆ กลัวๆ ที่จะออกมาคุ้ยหาอาหาร หรือแทะข้าวของต่างๆ ให้พังเสียหาย ซึ่งผลที่ตามมาอาจจะต้องแลกด้วยค่าไฟที่เพิ่มขึ้นจนน่าใจหายอยู่เหมือนกัน

2. ลูกเหม็น

กลิ่นของลูกเหม็นแม้จะไม่รุนแรงเท่าน้ำมันก๊าด แต่ก็เป็นกลิ่นที่ไม่รัญจวนใจนัก หนูทั้งหลายจึงไม่ค่อยสบอารมณ์กับกลิ่นของลูกเหม็นสักเท่าไหร่ หากนำลูกเหม็นไปวางไว้ในจุดที่คิดว่าหนูจะวนเวียนอยู่ เช่น ใกล้ถังขยะ ฝ้าเพดาน หรือมุมอับภายในครัว เท่านี้หนูก็จะเบื่อหน่ายกับกลิ่นจนอยากย้ายบ้านหนีไปเลย

1. น้ำมันก๊าด

ไม่บอกก็รู้ว่า น้ำมันก๊าด มีกลิ่นรุนแรงขนาดไหน เพราะแม้แต่คนที่สูดดมเข้าไปมาก ๆ ก็ยังแอบเวียนหัวอยู่เหมือนกัน นับประสาอะไรกับหนูตัวเล็กๆ เมื่อเจอเข้ากับกลิ่นของน้ำมันก๊าด รับรองว่าเจ้าหนูทั้งหลายจะเข็ดขยาดจนไม่อยากอยู่ในบ้านหลังเดิมอีกต่อไปเลยล่ะ วิธีการก็แค่เทน้ำมันก๊าดใส่ถ้วยเล็กๆ ไปวางไว้ตามจุดที่คาดว่าหนูอาศัยอยู่เท่านั้นค่ะ หรือจะวางไว้กับแหล่งอาหารของหนูก็ได้ แต่ควรระวังอย่าใช้ในบ้านที่มีเด็ก และต้องหมั่นเปิดหน้าต่าง ประตู เพื่อระบายกลิ่นบ้างนะคะ และสามารถเปลี่ยนเป็นน้ำมันสน หรือน้ำมันกลิ่นฉุนอื่นๆ ก็ได้

ปลวก สัตว์อันตรายที่มากับน้ำ

ปลวก สัตว์อันตรายที่มากับน้ำ 
ฉีดปลวก

       หลังจากที่น้ำท่วนหรือฝนตก ปลวกจะเป็นแมลงอีกชนิดหนึ่งที่จะเข้ามาทําลายโครงสร้างอาคารรวมทั้งวัสดุสิ่งของที่ทําจากไม้เนื่องจากวัสดุมีความชื้นจากการดูดซับน้ำเป็นเวลานาน และภายในบ้านมีแหล่งสะสมความชื้นซึ่งเหมาะสมต่อการเป็นที่อยู่และแหล่งอาหารของปลวกและอีกอย่างการที่พื้นดินถูกน้ำท่วมจะเป็นสะพานที่ทําให้ปลวกเข้ามาอาศัยในบ้านคนได้เมื่อน้ำลด สิ่งที่ควรต้องตรวจตราโครงสร้างอาคารบริเวณที่เป็นไม้บริเวณรอยแตกแยกของพื้นคอนกรีต หรือรอยเชื่อมต่อระหว่าผนัง เสา หรือคานต่อดิน เสาคาน ฟื้นปาร์เก้ คร่าวเพดาน คร่าวฝา วงกบ ประตูและหน้าต่าง ห้องเก็บหนังสือเฟอร์นิเจอร์ไม้ต่าง เป็นต้น ซึ่งบริเวณดังกล่าวจะเป็นแหล่งที่จะมีปลวกมาอาศัยอยู่ 

การควบคุมกําจัดปลวก 
       ปลวกมีช่องทางที่จะเข้ามาในบ้านหลายช่องทาง เช่น ตามรอยแตกร้าวของพื้นคอนกรีต บันไดรอยต่อระหว่างพื้นคอนกรีตและตัวอาคาร ท่อประปา ท่อน้ำทิ้ง ปล่องสายไฟ ดังนั้นหลักการกําจัดปลวก มีดังนี้

  1. การใช้สารเคมีกําจัดปลวกจะด้วยวิธีฉีดพ่น หรืออัดสารกําจัดปลวกเข้าไปในพื้นดินซึ่งมีสารเคมีกําจัดแมลงหลายชนิดที่ผ่านการรับรองจาก อย. แต่การปฏิบัติควรให้ผู้ที่มีความรู้ความชํานาญในการการกําจัดปลวกดําเนินการจะทําให้มีความปลอดภัยมากกว่าที่เจ้าของบ้านจะดําเนินการเอง 
  2. การใช้เหยื่อเนื่องจากปลวกเป็นสัตว์สังคม เช่นเดียวกับมดจึงอาศัยหลักการเดียวกัน คือให้ปลวกนําเอาเหยื่อพิษเข้าไปในรังและสารเคมีจะทําลายปลวกตัวอื่นๆที่อยู่บนรังด้วยสารที่นําใช้เป็นเหยื่อเช่น สารควบคุมการเจริญเติบโต หรือสารที่ออกฤทธิ์ช้าที่มีคุณสมบัติในการดึงดูดปลวกเข้ามากิน หรือ สารเคมีกําจัดแมลงที่ออกฤทธิ์ช้าเป็นต้น ‐การใช้กับดักแสงไฟ เพื่อดึงดูดแมลงเม่าเข้ามาเล่นไฟ แล้วนําไปกําจัดเป็นการลด ปริมาณที่จะผสมพันธุ์และสร้างรังใหม่ของปลวก 
  3. ทําความสะอาดหรือใช้สารเคมีพ่นบริเวณพื้นที่ปลวก เมื่อสํารวจพบแหล่งอาหารและแหล่งอาศัยของปลวกให้กําจัดและเคลื่อนย้ายหรือขุดรังปลวก หรือวัสดุต่างๆที่จะเป็นอาหารออกจากบริเวณนั้น 
  4. การใช้สมุนไพรกำจัดปลวก ปัจจุุบันกำลังได้รับความนิยม เพราะไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์เลี้ยง, ไม่มีสารพิษตกค้างในบ้านเรือน ,ไม่ต้องเจาะพื้น ไม่เจาะเฟอร์นิเจอร์ ไม่ต้องวางท่อ ,ไร้กลิ่นไม่ต้องอพยพคนในบ้าน ,ไม่ต้องใช้เหยื่อล่อปลวก 
แหล่งที่มา
กรมควบคุมโรค
กระทรวงสาธารณสุข

สารพัดวิธีกำจัดหนู เพื่อบ้านสวยๆของเรา

สารพัดวิธีกำจัดหนูแบบไม่ต้องฆ่าแกงกัน เพื่อบ้านสวยๆของเรา


       "หนูบุกบ้าน" คงเป็นปัญหาที่หนักอกหนักใจเจ้าของบ้านทุกๆคนอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะหนูเป็นเครื่องหมายของความสกปรก น่าเกลียด น่ากลัว และที่สำคัญทำให้บ้านสวยๆของเราต้องมัวหมองไปด้วย ครั้งจะฆ่าจะแกงกันก็ดูจะโหดร้ายไปหน่อย กลัวชาติหน้าต้องเกิดมากลายเป็นหนูชดใช้กรรมกันอีกแล้วจะมีวิธีกำจัดหนูได้อย่างไรโดยที่ไม่ต้องมีการเสียเลือดเสียเนื้อกัน ไม่ต้องกังวลไปครับวันนี้ผมมีวิธีกำจัดหนูแบบที่เราไม่ต้องฆ่ามันให้ตาย เพียงแต่เป็นการขับไล่มันออกไปให้ออกไปจากบ้านเรามาฝากกันครับ

1. จัดบ้านให้ดูโล่ง ไม่มีจุดซอกหลืบหรือลับตา

       เริ่มจากวิธีง่ายๆเบสิคๆกันก่อนครับ ก็แค่จัดบ้านของเราให้ดูโล่งให้มีแต่เฟอร์นิเจอร์ หรือของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันเท่านั้น หลีกเลี่ยงจุดอับ จุดบอด ซอกหลืบต่างๆภายในบ้าน เพราะที่ส่วนนั้นจะเป็นที่ที่น้องหนูชอบอาศัยอยู่เป็นที่สุด



2. เปิดไฟให้สว่าง

       หนูชอบทำอะไร ลับๆ ล่อๆ โดยเฉพาะในที่มืดๆนั้นชอบนักแล ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เปิดไฟให้สว่างๆกันไปเลยเอาให้หนูแสบตามันจะได้ไม่กล้าเข้ามาบ้านของเราอีก วิธีกำจัดหนูวิธีนี้เกิดจาการทดลองครับ ได้ผลจริง แต่เปลืองค่าไฟครับ เอาไว้ใช้ในเวลาที่จำเป็นจริงๆครับ เพราะถ้าใช้บ่อยๆจนครับ



3. เก็บอาหารในที่มิดชิด

       การที่หนูเข้ามาในบ้านของเราก็เพราะข้ามาหาอาหารกินนี่แหละครับ เพราะฉะนั้นเราก็ควรตัดไฟตั้งแต่ต้นลมโดยการเก็บของกินภายในบ้านอย่างมิดชิด เก็บในที่ที่คงทนแข็งแรง เพื่อป้องกันการบุกปล้นเสบียงของเจ้าหนูใจโหด รวมไปถึงควรเก็บทำความสะอาดเศษอาหารที่เหลือทิ้งเป็นประจำทุกวัน ก็จะช่วยป้องกันการรุกรานของหนูได้ดีอีกวิธีหนึ่ง (แต่ให้ทำจริงๆมันยากนะ)



4. ปิดทางเข้าบ้าน

       ที่บอกให้ปิดทางเข้าบ้านนี่ไม่ได้ให้ปิดทางเข้าบ้านของเรานะครับ แต่ให้ปิดอุดรูรั่วตามส่วนต่างๆของบ้านให้ดี เช่น รอยต่อระหว่างกระเบื้องหลังคา รอยแยกบริเวณฝ้าเพดาน รูกำแพง ค้นหาจุดบกพร่องเหล่านี้ให้เจอ เพื่อป้องกันการเข้ามาของหนูที่ไม่ได้รับเชิญ (ลำพังที่อยู่ในบ้านก็รับมือไม่ไหวแล้ว)



5. น้ำมันก๊าซ

       หาซื้อน้ำมันก็าซมาใส่ถ้วยๆเล็กๆ แล้ววางไว้ตามจุดต่างๆของบ้าน หนูมันจะเหม็นกลิ่นน้ำมันที่ระเหยออกมาและจะไม่เข้าใกล้บริเวณนั้นอีกเลย เป็นวิธีที่ได้ผลดีครับ แต่ข้อเสียคือไม่ใช่แค่หนูที่เหม็นเท่านั้น คนอย่างเราก็เหม็นด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นวิธีกำจัดหนูวิธีนี้จะเหมาะกับบริเวณที่เราไม่ค่อยได้ใช้งาน เช่น ห้องเก็บของ ซะมากกว่า แต่ถ้าทนได้ก็ดีครับ



6. ลูกเหม็น

       หลักการก็จะคล้ายๆกับน้ำมันก๊าซ หนูมันไม่ชอบกลิ่นมันก็ไม่เข้าใกล้ แต่ใช้ลูกเหม็นจะสะดวกกว่าหน่อย เพราะมันเป็นเม็ดๆก็แค่จับโยนไปที่ที่เราต้องการป้องกันการรุกรานจากหนูเป็นจุดๆไป เดี๋ยวมันก็จะระเหิดไปเอง ส่วนกลิ่นก็ไม่แรงเท่าน้ำมันก๊าซก็น่าจะพอทนกันได้ ยิ่งใครที่เจอปัญหาหนูวิ่งอยู่บนฝ้าเพดาน จับลูกเหม็นโยนขึ้นไปสัก 4-5 เม็ดรับรองไม่นานเงียบสนิท



7. น้ำยาไล่หนูสมุนไพร

       ก็หาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาเก็ตทั่วไป เป็นน้ำมาพร้อมกับหัวฉีดใช้ฉีดตามจุดที่หนูชอบมา ข้อดีคือไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์เพราะสกัดมาจากสมุนไพร เช่น กระเพรา สะระแหน่ มะกรูด แต่ข้อเสียอาจจะใช้ได้ในระยะสั้น และถ้าต้องใช้ในที่กว้างๆหลายๆจุดก็อาจจะเปลืองงบประมาณสักนิดนึง 



8. ดักด้วยกรง

       วิธีเบสิคที่หลายๆคนก็คงคิดถึงกันอยู่แล้ว ก็ซื้อกรงสำหรับดักหนูมา แล้วก็เอาอาหารเข้าไปล่อ พอติดกับก็เอาไปปล่อยไกลๆบ้าน ข้อดีคือไม่ต้องฆ่าหนูทิ้ง และเวลาที่หนูโดนจับมันก็จะปล่อยกลิ่นออกมาเหมือนใช้เตือนเพื่อนว่าอย่าเข้ามาแถวๆนี้อีก หนูมันก็จะหายไปจากบริเวณรอบๆกรงไปที่ใหม่แทน ข้อเสียคือเอาไปปล่อยแล้วมันก็ไปเข้าบ้านคนอื่นต่ออีก แล้วมันอาจจะไปเจอหนูเจ้าถิ่นแถวนั้นทำร้าย สุดท้ายก็ตายอยู่ดี (อย่าลืมว่าเราก็มีส่วนรู้เห็นด้วยนะครับ)


อ้างอิงจาก
เขียนโดย deeday23 
http://homeenrich.blogspot.com/2013/02/how-to-get-rid-of-mice.html